ประวัติชุมชนบ้านบาตร

ชุมชนบ้านบาตร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกเมรุปูน เชิงสะพานสมมติอมรมาตร ริมคลองโอ่งอ่าง

ถนนบริพัตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรพ่าย จัดตั้งเป็นชุมชนตาม

ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยกรรมการชุมชน พ.ศ.2534

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2536 มีจำนวนบ้าน 136 หลังคาเรือน

จำนวน 186 ครอบครัว ส่วนมากประชาชนในชุมชน

ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วๆไป

บาตร

เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารของพระภิกษุและสามเณร

นับเป็นหนึ่งในเครื่องอัฐบริขาร ความเป็นมาของบาตร

ในสมัยพุทธกาลเล่าไว้ในปฐมสมโพธิและพระวินัยปิฎกมหาวรรคว่า

บาตรใบแรกของพระพุทธเจ้าคือบาตรที่ฆฎิการพรหมนำมาถวาย

คราวเสด็จออกทรงผนวช ณ ฝั่งแม่น้ำอโนมา บาตรนั้นเกิดหายไปตอน

รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา ท้าวจตุมหาราช เทพผู้อภิบาลรักษาโลก

ประจำอยู่ทิศทั้งสี่ ทรงหยั่งทราบในพระอัธยาศัยจึงนำบาตรศิลามีพรรณรังสี

เขียวมาถวายองค์ละ 1 ใบ รวมเป็น 4 ใบ พระพุทธองค์ทรงรับบาตร

ทั้งสี่อธิษฐานเข้าเป็นใบเดียวกัน พระพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของพระพุทธรูป

ปางประสานบาตร จึงเป็นที่มาของธรรมเนียมการสร้างบาตรให้เป็นรอย

ประสานต่อกันเป็นตะเข็บ ประหนึ่งการประสานบาตรของพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นด้วย

ในพระวินัยปิฎกจุลลวัคค์ยังได้กล่าวถึงบาตรที่อนุญาตไว้ 2 ชนิด

คือบาตรดินและบาตรเหล็ก

การทำบาตรเหล็ก

เป็นสมบัติศิลป์ที่สืบมาแต่โบราณตามพุทธานุญาต ปัจจุบันยังคงมี

แหล่งทำอยู่ที่บ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครเ

พียงแห่งเดียว

การทำบาตรด้วยวิธีดั้งเดิมคือ การต่อเหล็กและตีขึ้นรูปบาตรด้วยมือ

ซึ่งนับเป็นงานช่างบุของไทยแขนงหนึ่ง

โดยทั่วไปบาตรของพระภิกษุสงฆ์สามัญ มีขนาดปากกว้าง ๗-๘ นิ้ว

และสำหรับพระภิกษุสายวิปัสสนาซึ่งฉันมื้อเดียว มักใช้บาตรขนาดใหญ่

ปากกว้างราว 9-10นิ้ว

ขั้นตอนการทำบาตร

เริ่มจากการนำเหล็กเส้นมาตีเป็นขอบบาตรก่อนแล้วจึงทำตัวบาตรด้วย

การนำเหล็กแผ่นมาตัดเป็นรูปกากบาท นำมาดัดโค้งด้วยเหล็กกะล่อนเป็น

โครงบาตร เรียกว่า กงบาตร

 เมื่อได้กงบาตรแล้วนำมาเข้าขอบและติดกง การติดกงคือ การประกอบเหล็ก

หน้าวัวเข้ากับกงบาตรหน้าวัว เรียกตามรูปทรงสามเหลี่ยมของแผ่นเหล็กที่ได้

จากการวัดขนาดช่องว่างของกงเหล็กทั้ง 4 ด้าน บาตรแต่ละใบมีหน้าวัวประกอบ

เข้า 4 ชิ้น การติดกงเป็นขั้นตอนที่ละเอียดและต้องอาศัยความชำนาญมาก

ขั้นต้นต้องจักขอบหน้าวัวให้ติดกับกง เมื่อติดกงแล้วเสร็จทุกด้านจะได้บาตร

ที่มีรอยตะเข็บเป็น 8 ชิ้นด้วยกัน จากนั้นจึงประสานรอยต่อด้วยการเป่าแล่น

โดยนำบาตรไปชุบน้ำแล้วหยอดผงทองแดงและน้ำยาประสานทองตาม

เส้นตะเข็บ เพื่อประสานรอยให้ติดสนิท แล้วนำบาตรไปเผาจนบาตรสุก

เรียกว่า แล่นบาตร เพื่อทำให้เหล็กประสานเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาตี

กะล่อนเพื่อยุบมุมลบเหลี่ยม แล้วตีลายบนทั่งไม้ให้ได้รูปตามต้องการ

จากนั้นนำมาครอบตีบนกะล่อนให้ผิวเรียบ นำไปเจียและตะไบตกแต่ง

ให้เรียบร้อยเป็นขั้นสุดท้าย จากนั้นนำไปบ่มหรือรมควันเพื่อป้องกันบาตร

เป็นสนิม และทำให้บาตรขึ้นสีต่างๆตามความต้องการ ขั้นตอนนี้พระภิกษุสงฆ์

มักจะเป็นผู้นำไปบ่มด้วยวิธีการของแต่ละท่าน หากต้องการให้ขึ้นสีต่างๆ

ใช้ใบไม่ทาก่อนบ่ม เช่น ใบไผ่แห้งให้สีเทา ใบไผ่สดให้สีเขียว

เมื่อสุกทิ้งให้เย็นจะได้บาตรที่สวยงามมีเนื้อละเอียด

   คุณสมบัติของบาตรที่ทำด้วยมือของชาวบ้านบาตร นอกจากจะต้องกับพระวินัยแล้ว

ยังมีความคงทน มีความหลากหลายในรูปทรงที่สืบทอดภูมิปัญญามาแต่โบราณ

ซึ่งช่างทำบาตรยึดอาชีพนี้ด้วยใจรัก ทำขึ้นด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา

ด้วยความเคารพในวิชาความรู้ ครูบาอาจารย์ บาตรของชาวบ้านจึงกอปรด้วยคุณค่า

ที่ผสานฝีมือแรงงาน และจิดใจไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

 ปัจจุบันการทำบาตรบุ มีการผลิตน้อยลงมาก และมีตลาดจำกัดอยู่เพียงการ

จำหน่ายเป็นของที่ระลึก หรือรับสั่งทำจากพระภิกษุสงฆ์โดยตรงเท่านั้น

สาเหตุใหญ่ที่ทำให้หัตถกรรมการทำบาตรลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ

เนื่องจากการมีบาตรปั๊มเข้ามาแทนที่เมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา และแย่งตลาด

ส่วนใหญ่ไปอย่างสิ้นเชิง

 

 

 

.................................................................................................................................

 

 

 

 


หัวใจ - BiG Ass

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

สวยงามจิงๆ อิอิ

#1 By กุหลาบขาว (58.9.161.27) on 2009-07-31 15:29