"ภูมิปัญญาท้องถิ่น...ชุมชนบ้านบาตร"
posted on 19 Jul 2009 13:43 by chookypink in knowledge
ประวัติชุมชนบ้านบาตร
ชุมชนบ้านบาตร ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกเมรุปูน เชิงสะพานสมมติอมรมาตร ริมคลองโอ่งอ่าง
ถนนบริพัตร แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรพ่าย จัดตั้งเป็นชุมชนตาม
ระเบียบกรุงเทพมหานครว่าด้วยกรรมการชุมชน พ.ศ.2534
เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2536 มีจำนวนบ้าน 136 หลังคาเรือน
จำนวน 186 ครอบครัว ส่วนมากประชาชนในชุมชน
ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วๆไป
บาตร
เป็นภาชนะสำหรับใส่อาหารของพระภิกษุและสามเณร
นับเป็นหนึ่งในเครื่องอัฐบริขาร ความเป็นมาของบาตร
ในสมัยพุทธกาลเล่าไว้ในปฐมสมโพธิและพระวินัยปิฎกมหาวรรคว่า
บาตรใบแรกของพระพุทธเจ้าคือบาตรที่ฆฎิการพรหมนำมาถวาย
คราวเสด็จออกทรงผนวช ณ ฝั่งแม่น้ำอโนมา บาตรนั้นเกิดหายไปตอน
รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา ท้าวจตุมหาราช เทพผู้อภิบาลรักษาโลก
ประจำอยู่ทิศทั้งสี่ ทรงหยั่งทราบในพระอัธยาศัยจึงนำบาตรศิลามีพรรณรังสี
เขียวมาถวายองค์ละ 1 ใบ รวมเป็น 4 ใบ พระพุทธองค์ทรงรับบาตร
ทั้งสี่อธิษฐานเข้าเป็นใบเดียวกัน พระพุทธประวัติตอนนี้เป็นที่มาของพระพุทธรูป
ปางประสานบาตร จึงเป็นที่มาของธรรมเนียมการสร้างบาตรให้เป็นรอย
ประสานต่อกันเป็นตะเข็บ ประหนึ่งการประสานบาตรของพระพุทธเจ้าในครั้งนั้นด้วย
ในพระวินัยปิฎกจุลลวัคค์ยังได้กล่าวถึงบาตรที่อนุญาตไว้ 2 ชนิด
คือบาตรดินและบาตรเหล็ก
การทำบาตรเหล็ก
เป็นสมบัติศิลป์ที่สืบมาแต่โบราณตามพุทธานุญาต ปัจจุบันยังคงมี
แหล่งทำอยู่ที่บ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานครเ
พียงแห่งเดียว
การทำบาตรด้วยวิธีดั้งเดิมคือ การต่อเหล็กและตีขึ้นรูปบาตรด้วยมือ
ซึ่งนับเป็นงานช่างบุของไทยแขนงหนึ่ง
โดยทั่วไปบาตรของพระภิกษุสงฆ์สามัญ มีขนาดปากกว้าง ๗-๘ นิ้ว
และสำหรับพระภิกษุสายวิปัสสนาซึ่งฉันมื้อเดียว มักใช้บาตรขนาดใหญ่
ปากกว้างราว 9-10นิ้ว
ขั้นตอนการทำบาตร
เริ่มจากการนำเหล็กเส้นมาตีเป็นขอบบาตรก่อนแล้วจึงทำตัวบาตรด้วย
การนำเหล็กแผ่นมาตัดเป็นรูปกากบาท นำมาดัดโค้งด้วยเหล็กกะล่อนเป็น
โครงบาตร เรียกว่า กงบาตร
เมื่อได้กงบาตรแล้วนำมาเข้าขอบและติดกง การติดกงคือ การประกอบเหล็ก
หน้าวัวเข้ากับกงบาตรหน้าวัว เรียกตามรูปทรงสามเหลี่ยมของแผ่นเหล็กที่ได้
จากการวัดขนาดช่องว่างของกงเหล็กทั้ง 4 ด้าน บาตรแต่ละใบมีหน้าวัวประกอบ
เข้า 4 ชิ้น การติดกงเป็นขั้นตอนที่ละเอียดและต้องอาศัยความชำนาญมาก
ขั้นต้นต้องจักขอบหน้าวัวให้ติดกับกง เมื่อติดกงแล้วเสร็จทุกด้านจะได้บาตร
ที่มีรอยตะเข็บเป็น 8 ชิ้นด้วยกัน จากนั้นจึงประสานรอยต่อด้วยการเป่าแล่น
โดยนำบาตรไปชุบน้ำแล้วหยอดผงทองแดงและน้ำยาประสานทองตาม
เส้นตะเข็บ เพื่อประสานรอยให้ติดสนิท แล้วนำบาตรไปเผาจนบาตรสุก
เรียกว่า แล่นบาตร เพื่อทำให้เหล็กประสานเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาตี
กะล่อนเพื่อยุบมุมลบเหลี่ยม แล้วตีลายบนทั่งไม้ให้ได้รูปตามต้องการ
จากนั้นนำมาครอบตีบนกะล่อนให้ผิวเรียบ นำไปเจียและตะไบตกแต่ง
ให้เรียบร้อยเป็นขั้นสุดท้าย จากนั้นนำไปบ่มหรือรมควันเพื่อป้องกันบาตร
เป็นสนิม และทำให้บาตรขึ้นสีต่างๆตามความต้องการ ขั้นตอนนี้พระภิกษุสงฆ์
มักจะเป็นผู้นำไปบ่มด้วยวิธีการของแต่ละท่าน หากต้องการให้ขึ้นสีต่างๆ
ใช้ใบไม่ทาก่อนบ่ม เช่น ใบไผ่แห้งให้สีเทา ใบไผ่สดให้สีเขียว
เมื่อสุกทิ้งให้เย็นจะได้บาตรที่สวยงามมีเนื้อละเอียด
คุณสมบัติของบาตรที่ทำด้วยมือของชาวบ้านบาตร นอกจากจะต้องกับพระวินัยแล้ว
ยังมีความคงทน มีความหลากหลายในรูปทรงที่สืบทอดภูมิปัญญามาแต่โบราณ
ซึ่งช่างทำบาตรยึดอาชีพนี้ด้วยใจรัก ทำขึ้นด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนา
ด้วยความเคารพในวิชาความรู้ ครูบาอาจารย์ บาตรของชาวบ้านจึงกอปรด้วยคุณค่า
ที่ผสานฝีมือแรงงาน และจิดใจไว้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ปัจจุบันการทำบาตรบุ มีการผลิตน้อยลงมาก และมีตลาดจำกัดอยู่เพียงการ
จำหน่ายเป็นของที่ระลึก หรือรับสั่งทำจากพระภิกษุสงฆ์โดยตรงเท่านั้น
สาเหตุใหญ่ที่ทำให้หัตถกรรมการทำบาตรลดน้อยถอยลงเป็นลำดับ
เนื่องจากการมีบาตรปั๊มเข้ามาแทนที่เมื่อราว 30 ปีที่ผ่านมา และแย่งตลาด
ส่วนใหญ่ไปอย่างสิ้นเชิง
.................................................................................................................................
หัวใจ - BiG Ass
#1 By กุหลาบขาว (58.9.161.27) on 2009-07-31 15:29